NACC
PACC
LINE OA QR Code
แชทกับเรา
คลิกเลย
💬 ผู้ช่วยญาดา

ระบบถาม-ตอบอัตโนมัติ

พร้อมให้บริการ
กำลังโหลด...
X
เทศบาลพนา
อ.พนา จ.อำนาจเจริญ
โบว์ไว้อาลัย
สถานที่สำคัญ-ท่องเที่ยว
ศาลหลักเมืองพนา

ประวัติ อำเภอพนา
    ศาลหลักเมืองอำเภอพนา มีประวัติการก่อสร้างมาตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2554 มาจนถึงปี พ.ศ. 2562 ถือได้ว่าเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวของ จังหวัดอำนาจเจริญ เลย โดยประวัติของอำเภอนี้เริ่มมาตั้งแต่มีการก่อสร้างบ้านแปงเมืองก่อนปี พ.ศ.2231เลย และก็มีได้รับพระมหากรุณาธิคุณในพระพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 ทรงพระราชทานนามชื่อเมือง พนานิคม จนกลายมาเป็นอำเภอพนาของ จังหวัดอุบลราชธานี และในปีพ.ศ.2536 อำเภอพนา ก็ขึ้นตรงต่อจังหวัดอำนาจเจริญ ซึ่งแยกตัวมาจากจังหวัดอุบลราชธานี

ประวัติ ศาลหลักเมืองอำเภอพนา 
      ส่วนของ เสาหลักบ้านเมืองพนา นั้น จะเป็นหินตั้งที่เป็นสัญลักษณ์ บ่งบอกเรื่องราวของการตั้งบ้านเมือง ในอำเภอพนานี้ ในปีพ.ศ.2562 ได้มีการย้ายเสาหลักเมืองมาสถิตย์ ณ ศาลหลักเมืองหลังใหม่ ซึ่งในอดีตเคยเป็นที่ทำการของเจ้าเมืองพนานิคม และตั้งแต่ ปีพ.ศ. 2563 ได้มีการจัดประเพณีตักบาตรบนถนนสายวัฒนธรรมของเมืองพนาขึ้นเป็นประจำทุกๆ ปีในบริเวณใกล้ ศาลหลักเมืองอำเภอพนา

      และด้วยสีสันและลักษณะที่โดดเด่นของ ศาลหลักเมืองอำเภอพนา ไม่ว่าใครที่เห็นก็จะต้องสังเกตได้ ตัวศาลจะเป็นสไตล์ไทย สีแดงสดใส มีกำแพงล้อมรอบเหมือนเมืองในสมัยก่อนที่เอาไว้กั้นข้าศึกไม่ให้รุกราน ใครแวะไปเที่ยวที่อำเภอพนา ก็ไปเยี่ยมชม ศาลหลักเมือง สวยๆ นี้ได้เลยค่า

วนอุทยานดอนเจ้าปู่

      เดิมเป็นป่าดงดิบประกอบด้วยป่าไม้เบญจพันธุ์นานาชนิด เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาพันธุ์ ต่อมาราวปี พ.ศ.2213 พรานที พรานทอง สองพี่น้องพร้อมด้วยสมัครพรรคพวกได้อพยพติดตามท่านพระครูโพนสะเม็ก พระครูขี้หอมหนีภัยการเมืองจากนครเวียงจันทน์ลงมาตามแม่น้ำโขง มาขอพึ่งเจ้านครจำปาศักดิ์ และเจ้านครจำปาศักดิ์ให้ตั้งถิ่นฐานที่ภูมะโรง แขวงจำปาศักดิ์ เรียกว่า บ้านมะขามเนิ่ง ซึ่งด้านทิศตะวันตกของดงใหญ่เป็นที่ราบลุ่มเหมาะแก่การทำมาหากิน จึงพาสมัครพรรคพวกตั้งบ้านขึ้นเรียกว่า "บ้านทรายมูล" ซึ่งในปัจจุบันก็คือ "ดอนเจ้าปู่" นั่นเอง ตั้งอยู่ได้ประมาณ 15 ปี ได้เกิดโรคระบาดผู้คนล้มตายเป็นจำนวนมากชาวบ้านหมดปัญญาที่จะรักษาโรคร้ายให้หายไปจากหมู่บ้านได้ ต่อมาทราบข่าวว่าท่านพระครูธิ บ้านปอพรานขัน เป็นผู้มีเวทย์มนต์คาถาอาคมขลัง สามารถรักษาโรคภัยต่างๆได้ จึงพากันไปอาราธนานิมนต์ท่านมาและท่านพระครูธิพร้อมด้วยสานุศิษย์ได้เดินทางมาถึงจึงได้พิจารณาดูภูมิประเทศโดยรอบของหมู่บ้านทรายมูลแล้วบอกว่าไม่เหมาะถ้าไม่ย้ายบ้านไปอยู่ที่อื่นโรคร้ายจะไม่หาย ท่านพระครูธิจึงได้มาพิจารณาภูมิประเทศทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือซึ่งใกล้กับบึงใหญ่ (กุดพระเหลา) มีความเหมาะสมที่จะตั้งหมู่บ้านได้จึงให้ชาวบ้านทรายมูลอพยพมาตั้งบ้านขึ้น (ซึ่งเป็นหมุ่บ้านพนาในปัจจุบัน) ส่วนบ้านททรายมูลก็เป็นบ้านร้าง ซึ่งชาวบ้านพนาเรียกว่า "โนนบ้านเก่า" และชาวพนาได้สงวนไว้เป็นดอนปู่ตา ซึ่งเป็นมเหศักดิ์หลักเมืองของชาวอิสาน ปัจจุบันวนอุทยานมีสภาพโดยทั่วไปยังคงเป็นป่าดงดิบ ประกอบด้วยไม้เบญจพันธุ์นานาชนิด เป็นที่อยู่อาศัยของลิงซึ่งมีจำนวนมากนับพันตัว ผู้คนที่สัญจรไปมาต่างก็แวะชมและให้อาหารแก่ฝูงลิงเป็นประจำ
       วนอุทยยานดอนเจ้าปู่ อยู่ห่างจากตัวจังหวัดอำนาจเจริญประมาณ 40 กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ 60 ไร่ เป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีลิงเป็นจำนวนมาก เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ มีศาลปู่ตาซึ่งเป็นที่สิงสถิตย์ของเจ้าปู

วัดพระเหลาเทพนิมิต

"พระเหลาเทพนิมิต” เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ประทับขัดสมาธิราบ มีขนาดหน้าตักกว้าง 2.85 เมตร สูง 2.70 เมตร ถือได้ว่าเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดอำนาจเจริญ ประดิษฐานเป็นพระประธานอยู่ภายในพระอุโบสถ วัดพระเหลาเทพนิมิต ต.พนา อ.พนา จ.อำนาจเจริญ ตามประวัติ บรรพบุรุษผู้สร้างบ้านแปลงเมืองบ้านพนา ได้พากันอพยพมาตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณดงสูง ริมกุดบึงใหญ่ หรือกุดพระเหลาในปัจจุบัน "พระครูธิ” พระที่ชาวบ้านให้การเคารพนับถือ ได้ชักชวนให้ร่วมกันสร้างวัดบริเวณริมกุดบึงใหญ่ และให้ชื่อวัดแห่งนี้ว่า "วัดศรีโพธิชยารามคามวดี” โดยมีพระครูธิ เป็นเจ้าอาวาสองค์แรก หลังสร้างวัดเสร็จในปี พ.ศ.2263 พระครูธิได้นำศิษย์และญาติโยม เริ่มก่อสร้างพระอุโบสถ และศาลาการเปรียญ โดยตัวพระอุโบสถมีขนาดกว้าง 9.80 เมตร ยาว 15.50 เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ฐานพระอุโบสถและผนังก่อด้วยอิฐ โครงหลังคาเป็นไม้เนื้อแข็งลดหลั่น 2 ชั้น มุงด้วยกระเบื้องไม้ พ.ศ.2515 ได้เปลี่ยนเป็นหลังคากระเบื้อง เพราะของเดิมทรุดโทรมมาก หน้าบันไดด้านตะวันออกทำด้วยไม้สลักลวดลายต่างๆ ห้องกลางมีลายเถาว์ไม้เต็มห้อง ตรงกลางเป็นรูปราหูกลืนจันทร์ ระหว่างเถาว์ไม้ยังมีรูปเทพนม และรูปหนุมานสลับเป็นช่อง ลวดลายทั้งหมดทำด้วยปูนเพชรแกะสลักอย่างประณีต ไม่ได้สลักลงในเนื้อไม้ พร้อมลงรักปิดทองฝังกระจกทั้งหมดภายในตัวพระอุโบสถยังใช้ไม้เนื้อแข็งทรงกลมทำเป็นเสา ขนาดวัดรอบ 76 เซนติเมตร จำนวน 8 ต้น ต่อมาในปี พ.ศ.2464 ได้มีการเปลี่ยนเสาไม้เป็นเสาอิฐถือปูนรูป 4 เหลี่ยม และปี พ.ศ.2471 ท่านพระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุดรอด นนฺตโร) เจ้าคณะจังหวัดกิตติมศักดิ์ จังหวัดอุบลราชธานี ได้เขียนลายเถาว์ด้วยสีต่างๆ รอบเสา 4 ต้น ที่อยู่ในห้องพระประธาน ส่วนเพดานติดดาวกระจายปิดทองประดับกระจก 44 ดวง โดยพื้นเพดานเป็นสี แดงดูอร่ามตา ส่วนพื้นอุโบสถทำเป็นกระเบื้องซีเมนต์
             หลังสร้างพระอุโบสถเสร็จ พระครูธิได้นำคณะลูกศิษย์ สร้างองค์พระประธานประจำพระอุโบสถ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดสูง 2.70 เมตร หน้าตักกว้าง 2.85 เมตร ก่อด้วยอิฐถือปูนลงรักปิดทอง แท่นพระประธานก่อด้วยอิฐถือปูน มีชายผ้านิสีทะนะเหลื่อมพ้นออกมา ตรงกลางผ้ามีรูปพระแม่ธรณีบีบมวยผม โดยท่านพระครูธิเป็นผู้ออกแบบเอง และมอบหมายให้ภิกษุแก้วกับภิกษุอิน ลูกศิษย์เป็นช่างทำการก่อสร้างโดยพระครูธิ อธิบายวิธีทำให้ลูกศิษย์ทำเป็นวันละส่วน วันละตอน หลังลูกศิษย์ทำงานเสร็จก็ให้มารายงานผลการสร้างให้ทราบทุกวัน โดยท่านพระครูธิไม่ได้ลงไปดูแลด้วยตนเอง กระทั่งถึงขั้นตอนขัดเงาลงรักปิดทอง ท่านจึงลงไปดูและถามลูกศิษย์ที่เป็นช่างว่า "ทำงานได้เต็มฝีมือแล้วหรือ” เหล่าช่างก็ตอบว่าได้ทำเต็มฝีมือแล้ว แต่เมื่อพระครูธิ เห็นองค์พระประธานที่เหล่าบรรดาลูกศิษย์พากันทำมา จึงเอ่ยว่าทำงานได้งามอยู่หรอก แต่ต้องให้งามกว่านี้ บรรดาลูกศิษย์ที่เป็นช่างยอมรับว่าหมดฝีมือที่จะทำแล้ว คงไม่สามารถทำให้พระประธานงามได้มากกว่านี้ ขณะเดียวกัน มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ "ซาพรหม” ซึ่งอยู่ในทีมช่างที่ก่อสร้างองค์พระ ได้แสดงตนว่า สามารถทำให้องค์พระงามกว่านี้ได้ พระครูธิจึงมอบหมายให้พระซาพรหมเป็นผู้แก้ไข และพระซาพรหมก็ทำองค์พระพุทธรูปได้สวยงามสมคำพูด โดยเฉพาะใบหน้าองค์พระประธานมีลักษณะงดงามสมส่วนทุกประการ กล่าวกันว่า ‘พระเหลาเทพนิมิต’ เป็นพระพุทธรูป ที่มีพระพุทธลักษณะงดงามที่สุดในภาคอีสาน ตามแบบฉบับศิลปะลาว สกุลช่างเวียงจันทน์ ที่ได้รับอิทธิพลศิลปะช่างล้านนาและมีฝีมือช่างท้องถิ่นปรากฏอยู่มาก เช่น เค้าพระพักตร์ เปลวรัศมีที่ยืดสูงขึ้น สัดส่วนของพระเพลาและพระบาท คล้ายคลึงกับองค์พระพุทธรูปที่สร้างขึ้นในปลายพุทธศตวรรษที่ 23-25
      จากลักษณะขององค์พระพุทธรูปที่งดงาม เวลาเข้าไปกราบนมัสการจะเหมือนท่านยิ้มต้อนรับ คนทั่วไปจึงตั้งชื่อให้ท่านว่า "พระเหลา” ที่มีความหมายว่า "งดงามคล้ายเหลาด้วยมือ” ต่อมา วัดศรีโพธิชยารามคามวดี ที่ใช้เป็นที่ประดิษฐานองค์พระเหลา ได้เปลี่ยนชื่อเรียกตามความนิยมในตัวองค์พระเป็นวัดพระเหลา หมู่บ้านที่ตั้งได้เปลี่ยนชื่อตามเป็นบ้านพระเหลาด้วยจนถึง พ.ศ.2441 ท่านเจ้าคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจันโท) พระเกจิอาจารย์ชื่อดังของจังหวัดอุบลราชธานี และภาคอีสาน ได้เสริมนามต่อท้ายให้กับองค์พระเป็น "พระเหลาเทพนิมิต” ซึ่งมีความหมายว่า "พระพุทธรูปที่งามคล้ายเหล่าดุจเทวดานิมิตไว้” สำหรับพระเหลาเทพนิมิต นอกจากจะมีความงดงามตามพุทธศิลปะแล้ว มีคำเล่าลือกันว่า ทุกคืนวันพระ 7 ค่ำ, 8 ค่ำ 14 ค่ำ, 15 ค่ำ องค์พระพุทธรูปพระเหลาเทพนิมิต จะแสดงพุทธานุภาพให้เกิด ลำแสงสีเขียวแกมขาวขจีลอยออกจากพระอุโบสถในเวลาเงียบสงัดทั้งนี้ การเข้ากราบนมัสการพระเหลาเทพนิมิต ผู้ต้องการบนบานขอให้ประสบความสำเร็จในชีวิต โดยเฉพาะคนที่ไม่มีบุตร มีการกล่าวกันว่า เมื่อมาบนบานขอจากพระเหลาเทพนิมิตแล้ว จะประสบความ สำเร็จสมดังที่ตั้งใจ ส่วนสิ่งของที่ใช้บนบานสานกล่าวก็คือ ดอกไม้ธูปเทียน และปราสาทผึ้ง
             วัดพระเหลาเทพนิมิต ตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดอำนาจเจริญประมาณ 40 กิโลเมตร และอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอพนาเพียง 2 กิโลเมตร มีเส้นทางคมนาคมสะดวก