{
    "success": true,
    "dataset": {
        "id": "42",
        "name": "สินค้า OTOP",
        "name_en": "",
        "description": "สินค้า OTOP",
        "category": "🗺️ ระบบ OTOP และสถานที่ท่องเที่ยว",
        "data_format": "JSON",
        "access_level": "public",
        "last_updated": "2025-10-01",
        "record_limit": 0
    },
    "fields": [
        {
            "field_name": "name",
            "field_type": "VARCHAR(255)",
            "field_description": ""
        },
        {
            "field_name": "detail",
            "field_type": "MEDIUMTEXT",
            "field_description": ""
        },
        {
            "field_name": "price",
            "field_type": "VARCHAR(10)",
            "field_description": ""
        },
        {
            "field_name": "seller",
            "field_type": "VARCHAR(100)",
            "field_description": ""
        },
        {
            "field_name": "seller_fb",
            "field_type": "VARCHAR(100)",
            "field_description": ""
        },
        {
            "field_name": "seller_phone",
            "field_type": "VARCHAR(10)",
            "field_description": ""
        },
        {
            "field_name": "date",
            "field_type": "DATETIME",
            "field_description": ""
        }
    ],
    "total_records": 1,
    "returned_records": 1,
    "limit": 100,
    "offset": 0,
    "data": [
        {
            "name": "ผ้าจุบคราม",
            "detail": "<p>&nbsp;<\/p><p>ใครไม่คราม... ‘จุบคราม’ เปลี่ยนผ้าย้อมอีสานให้เป็นแฟชั่นสุดว้าว!<\/p><p>-ผ้าทอของไทยถือเป็นงานหัตถกรรมเชิงเศรษฐกิจที่ไม่เพียงมีแค่ความสวยงาม หากแต่ยังทรงคุณค่าไว้ด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ ขั้นตอนวิธีการทำที่ละเอียดอ่อน ตั้งแต่การย้อมไปถึงขั้นตอนการทอ และกว่าจะได้ผ้าทอมาแต่ละชิ้นก็ใช้เวลาไม่น้อยเลย<br><br>-เช่นเดียวกับผ้าจุบครามของตำบลพนา อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ งานหัตถกรรมที่อยู่คู่ชุมชนมาอย่างยาวนานกว่า 300 ปี แถมยังสร้างรายได้และสร้างชื่อเสียงให้กับชุมชนแห่งนี้<\/p><p>&nbsp; ผ้าย้อมครามของชุมชนพวงคราม ตำบลพนา อำเภอพนา จังหวัดอำนาจเจริญ เป็นอีกหนึ่งชุมชนที่มีการสืบสานการย้อมครามและการทอลวดลายอันเป็นเอกลักษณ์ที่มีมานานกว่า 300 ปี ซึ่งปัจจุบันได้ พิสมัย ทองเพ็ญ มาเป็นประธานกลุ่มสตรีทอผ้าไหมมัดหมี่จุบคราม เพื่อดูแลและพัฒนาสินค้าให้ออกมาโดนใจตลาดมากยิ่งขึ้น<\/p><p>&nbsp;“ที่มาของกลุ่มสตรีทอผ้าไหมมัดหมี่จุบคราม เริ่มจัดตั้งเมื่อปี 2547 มีสมาชิกทั้งหมด 30 คน โดยจุดเด่นของผ้าไหมพวงคราม คือ ลายผ้าเล็กๆ แต่ละเอียดอ่อน และมี ‘หมี่ข้อน้อย’ เป็นลายประจำอำเภอพนา ซึ่งหมี่ข้อน้อยจะเป็นจุดตั้งต้นของทุกลวดลายในผ้าย้อมครามของอำเภอพนา ไม่ว่าในอดีตหรือปัจจุบันที่มีคนรุ่นใหม่เข้ามาสืบทอด ก็ยังคงใช้หมี่ข้อน้อยในการสร้างลวดลายบนเนื้อผ้าเสมอ และรวมถึงการจุบครามก็ยังคงใช้วิธีการแบบดั้งเดิมอยู่” พิสมัยเล่าถึงความเป็นมาและความโดดเด่นที่ทำให้ผ้าครามยังคงอยู่ในยุคปัจจุบัน<\/p><p><br>&nbsp; &nbsp; หลายคนอาจจะสงสัยว่า “จุบคราม” คือ อะไร? แล้วเกี่ยวข้องอะไรกับผ้าย้อมคราม โดยการจุบครามนั้นเป็นภาษาอีสานที่แปลว่า “จุ่ม” หรือการย้อมครามนั่นเอง แน่นอนว่าทุกบ้านในชุมชนนั้นมักจะมีการจุบครามกันเสมอ และแน่นนอว่าทุกบ้านจะต้องมีกี่ทอผ้ากัน ในอดีตการทอผ้าครามของคนในชุมชนอาจจะเป็นการการทอ เพื่อเอาไว้ใช้กันภายในครอบครัว แต่ปัจจุบันนั้นได้เปลี่ยนมาเป็นการทอ เพื่อสร้างรายได้เสริมหลังจากการทำอาชีพหลักอย่างการทำนา หรือการเพาะปลูกใดๆ ก็ตาม<\/p><p>ส่วนในเรื่องคุณภาพนั้น ในชุมชนจะการควบคุมมาตรฐานอย่างเข้มงวด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสีที่ต้องมีความเข้มแบบสม่ำเสมอและความยาวที่ต้องยาวอย่างน้อย 2 เมตร เพื่อนำมาส่งขายที่ศูนย์กลางของกลุ่มเพื่อให้ราคาของผ้านั้นมีมาตรฐานเดียวกัน แต่ในกรณีที่ลูกค้าสั่งซื้อก็จะมีการกำหนดความยาวตามความต้องการของลูกค้า โดยลูกค้าที่เข้ามาซื้อผ้าทอนั้นเกิดจากการบอกต่อปากต่อปากเป็นส่วนใหญ่<br><br><br>&nbsp; &nbsp; &nbsp;“ลูกค้าของเราจะเป็นคนต่างถิ่นหรือเป็นคนในชุมชนเองที่มีการพูดบอกต่อปากต่อปากแล้วก็พากันการมาซื้อ บางครั้งเขาก็มาซื้อถึงที่บ้านเองเลยด้วย บางครั้งเราเองก็ไปออกตามงานต่างๆ หรือไม่ก็ฝากขายไปกับเครือข่ายที่มีการไปออกงาน”<\/p><p>ถึงแม้ว่าความเป็นจุบครามหรือลวดลายผ้าจะยังคงอยู่เช่นเดิม แต่พิสมัยก็ได้เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงจากอดีตจนถึงปัจจุบันว่า ในการดูแลกลุ่มของเธอนั้นจะมีการเข้าไปศึกษาดูงานในพื้นที่อื่นๆ รวมถึงการเข้าร่วมกับหน่วยงานราชการที่เข้ามาสอนเรื่องการทำสี การทำให้สินค้ามีความหลากหลายมากยิ่งขึ้น เพราะในอดีตนั้นผ้าจุบครามมักนำมาทำแค่ผ้าซิ่น ผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้า แต่ในตอนนี้สินค้ามีรูปแบบหลากหลายมากขึ้น มีการเพิ่มการใช้งานในรูปแบบอื่นเข้ามา อาทิ ผ้าคลุมไหล่ เสื้อ กระเป๋า รองเท้า รวมถึงอาจนำไปทำเป็นของชำร่วยในงานต่างๆ ก็ได้ แต่ไม่ว่าจะเปลี่ยนรูปแบบไปยังไงก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ของลายหมี่ข้อน้อย ซึ่งเป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่นเอาไว้เสมอ<\/p><p><br>&nbsp; &nbsp; “ในส่วนของการพัฒนาต่อไปในอนาคตที่เราคิดไว้ คือ การทำผ้าทอให้นิ่มขึ้น เพื่อลูกค้าจะได้สวมใส่สบาย อีกอย่างเราอยากขยายกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้นกว่าเดิมด้วย สร้างความแปลกใหม่เข้าไป เพราะกลุ่มลูกค้าเดิมที่เป็นลูกค้าอยู่แล้วเขาคุ้นกับเนื้อผ้าเดิมที่แข็ง บางทีเราออกสินค้าใหม่มา เขาก็อาจยังไม่รู้สึกแตกต่าง แต่ถ้าเราสามารถหาเทคโนโลยีมาทำให้ผ้านิ่มลงได้ ก็น่าจะเพิ่มความสนใจให้เขาได้มากขึ้น ไปจนถึงนวัตกรรมเรื่องสีให้สามารถใช้ย้อมได้มากขึ้น เพราะปัจจุบันที่เราทำอยู่นั้นต้องใช้สีครามสดค่อนข้างเยอะเพื่อที่จะให้เกิดสีที่มีความเข้มข้น อย่างเช่นคราม 1 กิโลกรัมใช้ยอมผ้าได้แค่ 3 ผืนเอง ส่วนในเรื่องลวดลาย เราเชื่อมั่นในเอกลักษณ์ของชุมชนว่ามีลวดลายที่สวยงามอยู่แล้ว” เธอกล่าวถึงแผนการพัฒนาในอนาคต<\/p><p>&nbsp;และนี่คือ หนึ่งในเรื่องราวอันทรงคุณค่าของภูมิปัญญาไทย ซึ่งความงดงามของผ้าแต่ละภูมิภาคนั้น ก็แตกต่างกันไปในแต่ละท้องถิ่น ต่างลวดลาย ต่างสีสัน แต่ล้วนมีเอกลักษณ์ชัดเจนบ่งบอกได้ว่ามาจากไหน ผ้าจุบครามหรือผ้าย้อมคราม ก็ถือเป็นเอกลักษณ์ของคนอีสานที่บรรพบุรุษในอดีตได้สร้างสรรค์และสืบทอดต่อมาสู่ลูกหลาน แน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นโอกาสในการสร้างธุรกิจจากสิ่งที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดนั่นเอง<\/p><p>ที่มา : <a href=\"https:\/\/www.smethailandclub.com\/entrepreneur\/5319.html\">https:\/\/www.smethailandclub.com\/entrepreneur\/5319.html<\/a><\/p><p>&nbsp;<\/p>",
            "price": "-",
            "seller": "กลุ่มแม่บ้านบ้านชุมชนพนา",
            "seller_fb": "-",
            "seller_phone": "000000000",
            "date": "2025-08-04 15:56:00"
        }
    ]
}